วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กระดูกพรุนมหัตภัยร้ายสำหรับผู้ที่เข้าวัยชรา

       เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาดิฉันได้พาแม่ของดิฉันซึ่งป่วยด้วยโรคปวดหลังก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแม่ดิฉันประมาณปี 2543 แม่ดิฉันได้ประสบอุบัติเหตุเข้าที่สันหลัง เกิดจาการยกของหนักมาเกินกำลัง วันนั้นแม่ดิฉันจะถ่ายน้ำจากอ่างน้ำที่เลี้ยงปลาสวยงามเป็นอ่างที่มีขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยน้ำ แม่ของดิฉันก็ได้ดันอ่างน้ำเพื่อให้อ่างตะแครงด้านข้างแต่ผลปรากฏว่า กระดูกสันหลังรวมถึงเส้นเอ็นต่างๆของแม่ดิฉันมันฉีกขาด  และได้พยายามช่วยกันพาแม่ไปโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงที่สุด คือโรงพยาบาลประจำอำเภอ และแม่ดิฉันก็ร้องเจ็บปวดมาก หมอให้ดูอาการอยู่ 2 วันและไม่ทำอะไรเลยนอกจากให้ยาแก้ปวดบรรเทาเท่านั้น  ดิฉันกับน้องๆ เลยตัดสินใจพาแม่ไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด แม่เลยเข้าไปพบแพทย์  แพทย์สั่งให้ทำการเอ็กซเรย์บริเวณกลางหลัง  แพทย์อ่านฟิลม์เอ็กซเรย์แล้วปรากฎว่าเส้นเอ็นและหมอนรองกระดูกปิ้นออกมาด้านข้าง  และหมอยังบอกว่าต้องพักฟื้นอีกนานหลายเดือน  แต่แม่ดิฉันไม่เชื่อหมอว่าจะเดินไม่ได้ จนในที่สุดแม่ดิฉันเป็นอัมพฤษ อยู่ 4 เดือนเต็ม ขาข้างขวารีบไปหมดและแม่ต้องทำกายภาพตลอด รวมถึงการฝึกเดินจนหายดี  วันอาทิตย์เป็นวันที่หมอนัดเอ็กซเรย์อีกครั่ง และพอก็ได้อ่านฟิลม์อีกครั้ง ผลปรากฏว่า แม่มีกระดูกพรุน 4 ข้อ บริเวณหลัง และเรามาทำความรู้จักโรคกระดูกพรุนกันดีกว่า

                โรคกระดูกพรุน
   โรคกระดูกพรุน  คือ  ภาวะจากกระดูกเกิดการสูญเสีย  ทำให้โครงสร้างของกระดูกผิดรูปร่าง มีความเปาะบางและแตกหักง่าย  โดยเฉพาะกระดูกสโพก กระดูกสันหลัง  กระดูกข้อต่างๆ
           ช่วงเวลาของการสร้างและสลายกระดูก มี 3 ช่วง
1.ช่วงของการสร้างมวลกระดูก
     เริ่มตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 30 ปี เป็นการสร้างมวลกระดูกและไม่มีการสลายกระดูกนั้นเอง
2.ช่วงของการคงมวลกระดูก
     เริ่มจาก 30 ปี จนถึง 45 ปี ไม่มีการสร้างมวลกระดูก  การสลายกระดูก  แต่จะมีการคงที่ของมวลกระดูกไว้เท่าเดิม(อาจแตกต่างจากการใช้ชีวิตของแต่ล่ะบุคคล)
3. ช่วงการสลายกระดูก
      เริ่มตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป จะไม่มีการสร้างมวลกระดูกแต่จะเป็นการสลายกระดูกมากกว่า  สตรีที่หมดประจำเดือนจะมีการสลายกระดูดได้อย่างรวดเร็ว

อาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน
1. บริโภคอาหารที่่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว ได้แก่ บล็อกโคลี่  ผักกาดเขียว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง แขนงผัก ดอกกระหล่ำ ผักเหล่านี้ช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ถึง 50%เลยที่เดียว , นม และ น้ำเต้าหู่ ช่วยดูดซึ่มแคลเซียมได้ถึง 30%  , ถั่ว ได้แก่ ถั่วอัลมอนด์  ถั่งลาย และงาชนิดต่าง  ช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ถึง 20%
2.บริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัส  เช่น นม เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ เนยแข็ง ตับ ข้าวกล้อง
3.บริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียม ถั่วต่างๆ ธัญพีช และอาหารทะเล
4.บริโภคอาหารที่มีวิตามินดี  เช่น น้ำมันตับปลา  เนื้อปลาที่มีไขมัน  ตับและไข่แดง

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดสำหรับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน
1. งดบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์
2.งดเครื่องดื่มที่มี คาแฟอีน  กาแฟ  น้ำชา  สุรา
3.งดสูบบุหรี
4.ไม่นอนในที่ที่มีพื้นแข็ง  ต้องมีที่นอนที่ไม่นิ่มเกินไปรองนอน
5. ไม่ควรงอตัวจนทำให้กระดูกผิดรูปมากกว่าเดิม  ควรตั้งหลังให้ตรงตลอดเวลา

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ฝนตกก็ออกกำลังกายได้

                 ช่วงนี้ฤดูฝนทำให้หารออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นไปได้อย่างเนื่องจากฝนตกแทบทุกวัน  ช่วงฤดูฝนจะอยู่ประมาณเดือน กรกฎาคม - กันยายน ค่ะ  ซึ่งทำให้ร่างกายของเราขาดการออกกำลังกาย
                สำหรับผู้ที่รักการออกกำลังการถึงขนาดยอมเปียกฝนกันเลยที่เดียว  ต้องยอมออกกำลังกายผ่าสายฝนกันเลยที่เดียว ซึ่งขณะเล่นอยู่ก็เกิดมีฝนตกลงมาทำให้ต้องหยุดเล่นกีฬาที่ตนเองชอบยังส่งผลให้อารมณ์ของผู้ที่กำลังออกกำลังกายเสียอีกด้วยแถมเวลาในการออกกำลังยังไม่ครบ 30 นาที
             วิธีต่อไปนี้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาในการออกกำลังกายในหน้าฝน
1. ลงทุนซื้อโต๊ะปิงปองหรือไปเล่นสถานที่ที่ให้เช่าโต๊ะปิงปองในหน้าฝน
2. เปลี่ยนชนิดกีฬาเป็นแบบเล่นในร่ม
3. ชวนเพื่อนไปสนามยิมไปเล่นแบดมินตันคอร์ตในร่ม
4. เล่นโยคะ
5.เล่นแอโรบิค
6.เข้าฟิสเนส
7. ออกกำลังกายภายในบ้านด้วยการ ปั่นจักรยานอากาศ  , ย้ำเท้ากับที่ ,แกว่งแขน ,กายบิหารเบาๆๆ

ข้อควรระวังสำหรับการออกกำลังกายหน้าฝน
1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางสายฝน อาจทำให้เกิด ฟ้าผ่า
2. การออกกำลังกายหน้าฝนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการลื่นของพื้นผิว
3.เมื่อออกกำลังกายกลางสายฝนเสร็จแล้วควรอาบน้ำทันที เนื่องจากอาจทำให้ไม่สบายเกิดขึ้นได้
4.ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เปียกฝนนานจนเกินไปอาจทำให้เกิดโรคผิวหนังตามมา

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความดันสูงภัยใกล้ตัว

          เนื่องจากเมื่อวานนี้ฉันได้ไปโรงพยาบาลในเวลาตอนเย็น เพื่อไปตรวจด้วยโรคปวดท้องและได้ไปทำบัตรโรงพยาบาลพอเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ได้ให้ไปตรวจวัดความดัน วัดได้ 120/60  ก็เลยถามพยาบาลว่าความดันสูงหรือต่ำ ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความอยากรู้อยากทราบเกี่ยวกับเรื่องความดันสูง

         โรคความดันสูง
 ต้องขอกล่าวก่อนว่า ความดันเกิดจากการไหลเวียนของโลหิต ที่เป็นตัวช่วยดันให้โลหิตเคลื่อนตัวไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย เมื่อหัวใจบีบตัวก็จะทำให้เกิดความดันไปยังหลอดเลือดแดง และทำให้เกิดแรงต้านทานของหลอดเลือด  และการเต้นของชีพจรของคนปกติจะเต้นประมาณ 60-80 ครั้ง  บางครั้งคนเรามีความดันที่แตกต่างกันออกไป  แต่ค่าปกติจะอยู่ที่ ประมาณ 120/80 แต่ไม่เกิน 140/90 มิลิเมตรปรอท
แต่บ้างท่านอาจมีความดันโลหิตแตกต่างกันไปที่เกิดจาก ความเครียด  การออกกำลังกาย การพักผ่อน  ซึ่งจะทำให้เกิดการผิดปกติของความดันเลือด
      ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้การรักษาจะเสียชีวิตจาก
1. หัวใจวาย ร้อยละ 60 %
2. เส้นเลือดในสมองอุดตันหรือแตก ร้อยละ 30 %
3. ไตวายเรือรัง ร้อยละ 10 %

อาการที่เราควรจะสังเกตว่าร่างกายเรามีอาการแบบนี้หรือเปล่า
1. มึนงง ตาพร่ามัว
2. เจ็บแน่นหน้าอก
3.เลือดกำเดาออก
4. แขนขาอ่อนแรง
5. ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอย มักเป็นตอนเช้าตื่นนอน
6. ตัวบวม  ขาบวม
7. ความดันที่วัดได้ขณะนั้นเกิด 140/90

เมื่อสังเกตร่างกายของเราแล้วมีครบที่ 10 ข้อให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อทำการรักษา