วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

เบื่อจังเลยกับการ ไอ


              ช่วงนี้อากาศเริ่มพลัดเปลี่ยนฤดู ทำให้เป็นโรคหวัดกันมากขึ้นเนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดียวฝนตก เดียวแดดออก ไม่รู้ว่าร่างกายจะปรับเปลี่ยนอุณหภูมิในร่างกายได้ทันหรือเปล่า และในที่สุดก็เป็นหวัดจนได้ เริ่มจาการเจ็บคอและตามมาด้วยการไอและตอนนี้การไอก็ยังไม่จางหายไปจากเราสักที่
             การไอเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายอย่างหนึ่งต่อสิ่งผิดปกติในทางเดินหายใจ มีความสำคัญอย่างมากเพื่อไว้เป็นกลไกป้องกันและกำจัดเชื้อโรค เสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ อ่านบทความนี้จบคุณคงชอบใจที่มีอาการไอทุกๆครั้งแน่ๆครับ

เพราะอะไรเราจึงมีอาการไอ

กลไกการเกิดอาการไอเริ่มจากการที่มีสิ่งกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอหรือมีสารระคายเคืองในบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง เริ่มตั้งแต่ช่องหูและเยื่อบุแก้วหู จมูก โพรงอากาศข้างจมูกหรือไซนัส โพรงหลังจมูก คอหอย ลงไปยัง กล่องเสียง หลอดลม ปอด กระบังลม และเยื่อหุ้มปอดในที่สุด นอกจากนี้ยังพบตัวรับสัญญาณการไอบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจและกระเพาะอาหารอีกด้วย โดยจะรับการกระตุ้นผ่านไปทางเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 เป็นหลักไปยังศูนย์ควบคุมการไอ (cough center) ในสมองบริเวณเมดุลลาซึ่งจะมีการควบคุมลงมายังกล้ามเนื้อและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น กล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อท้อง กล่องเสียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดลม ทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอ

อาการไอแบ่งได้กี่ชนิด

ถ้าแบ่งตามระยะเวลาของอาการไอ แบ่งได้

1.ไอฉับพลัน คือเริ่มมีอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด โพรงไซนัสอักเสบฉับพลัน คอหรือกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ โรคถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ การที่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรืออยู่เฉยๆคุณเองหายใจสัมผัสกับสารระคายเคืองในอากาศในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ กลิ่นสเปรย์ แก๊ส มลพิษทางอากาศ

2. ไอเรื้อรัง มีอาการไอนานมากกว่า 3 ถึง 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคหืด โรคกรดไหลย้อน (GERD) การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม โรคของสมองส่วนที่ควบคุมการไอ โรควัณโรคปอด รวมทั้งผลข้างเคียงจากการรับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงกลุ่ม angiotensin-converting enzyme inhibitor (ACE-I)  

ไอนานๆจะมีผลเสียมากกว่าหรือไหม

การที่ไอมากๆ อาจทำให้เสียบุคลิกภาพในการอยู่ร่วมในสังคม เนื่องจากทำให้เป็นที่รำคาญหรือเป็นที่รังเกียจของผู้อื่นและยังอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ บางครั้งก็จะไปรบกวนการรับประทานอาหารรวมทั้งการนอนหลับ ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุมากแล้วมีการไอมากๆรุนแรง อาจทำให้กระดูกอ่อนซี่โครงหักได้ รวมทั้งทำให้ถุงลมหรือเส้นเลือดฝอยในปอดแตก ออกสู่โพรงเยื่อหุ้มปอด เกิดอาการหอบเหนื่อยและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากในคนไข้ที่มีการผ่าตัดตาและหู เช่น การผ่าตัดต้อกระจก การไอ อาจทำให้เลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่ไปในลูกตาหลุดออกได้ หรือการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหู การไอมากๆอาจทำให้เยื่อแก้วหูเทียมที่วางไว้เคลื่อนที่ออกมาได้

เมื่อมีอาการไอไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุให้ได้

เมื่อคุณไปพบแพทย์จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกายในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมเช่น ส่งตรวจภาพถ่ายรังสีของโพรงไซนัสและปอด การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจ การตรวจเสมหะ การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด

รู้ต้นเหตุก็รักษาอาการไอให้หายได้

การรักษาที่ดีที่สุดก็คือต้องหาสาเหตุของไอให้ได้และรักษาตามสาเหตุ

          - ถ้าผู้ป่วยไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือล่าง เช่น หวัด หลอดลมอักเสบ และมีอาการไอไม่มากนัก การรักษาเบื้องต้นจะให้ยาบรรเทาอาการไอไปก่อน
         - กรณีที่ไอมีเสมหะที่เหนียวข้นมาก จะถูกขับออกจากหลอดลมได้ยากโดยการไอ การให้ยาละลายเสมหะจะช่วยให้เสมหะถูกขับออกได้ง่ายขึ้น บรรเทาอาการไอได้ดีกว่า แต่หากผู้ป่วยได้รับยาดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาและรักษาตามสาเหตุ
        - หากคนไข้มีอาการของการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ซึ่งทราบได้โดยดูจากเสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว ถึงเวลาที่แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย

การปฏิบัติตนขณะมีอาการไอให้หายเร็วขึ้น

         -  หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ไอมากขึ้น เช่น สารเคมี ควันบุหรี่ ฝุ่น มลพิษทางอากาศ สารก่ออาการระคายเคืองต่างๆ
         -  ระวังตัวเมื่อสัมผัสอากาศเย็นๆ โดยเฉพาะแอร์หรือพัดลมเป่า การดื่มหรืออาบน้ำเย็น การรับประทานไอศกรีม หรืออาหารที่ระคายคอ เช่น อาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน เนื่องจากอากาศที่เย็นสามารถกระตุ้นหลอดลมทำให้หลอดลมหดตัวทำให้มีอาการไอมากขึ้นได้
        - ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอขณะนอน เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้าเวลานอนด้วย ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้าหรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว ควรใส่เสื้อหนาๆ หรือใส่เสื้อเข้านอน
        -  ปิดปากและจมูกเวลาไอ ด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู
        - ล้างมือทุกครั้งถ้าใช้มือป้องปากเวลาไอ
        - ควรดื่มน้ำอุ่นมากๆ ผู้ที่สูบบุหรี่ควรหลีกเลี่ยงหรืองดการสูบบุหรี่

การป้องกันอาการไอ

        - ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท ทั้งผักและผลไม้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ
       -  หลีกเลี่ยงความเครียดและการสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
       -  อยู่ห่างจากผู้ที่ไม่สบาย เนื่องจากอาจรับเชื้อโรคจากบุคคลที่ติดเชื้อได้

ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังนี้
• มีไข้ 38.9 C ขึ้นไป
• เสมหะปนเลือดมีสีน้ำตาล หรือเขียว
• มีอาการหอบหืด
• หายใจลำบาก
• เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง
• ไอติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หลายชายเป็นออทิสติก

                  พี่สาวคลอดลูกได้ประมาณเกือบ 2 ปีแล้ว แต่หลานชายไม่พูดสักทีก็เลยคิดว่าไม่เป็นไรมาก แต่พอลองมาปรึกษาหมอที่โรงพยาบาลดูหมอบอกว่าอาจจะเป็นออทิสติ ฉันเลยกับไปสังเกตหลานชายว่ามีอาการแบบที่แพทย์บอกหรือเปล่า อาการที่สังเกตได้ ไม่สบตาฉัน ชอบเล่นอยู่คนเดียว  ร้องเรียกก็ไม่สนใจในเสียง  ชอบทำอะไรซ้ำๆ แค่นี้น่าจะเข้าข่ายของออทิสติกแล้วน่ะ
               ออทิสติก    หมายถึง  เด็กที่มีพัฒนาการแตกต่างไปจากเด็กปกติ และส่งผลกระทบต่อการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความสามารถในการสื่อสาร การใช้จินตนาการ  อารมณ์ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็ก
              หลักการเลี้ยงดูเด็กออทิสติก
*ยอมรับและเข้าใจความต้องการพิเศษของเด็ก
*ให้ความรักและความสนใจในตัวเด็ก
*พัฒนาและช่วยเหลือเด็กให้ช่วยเหลือตนเองได้
*ชมเชยและชื่นชม เมื่อเด็กมีการแสดงออกที่เหมาะสมเพื่อให้เด็ก
รู้สึกภูมิใจและมั่นใจ
*สอนเด็กอย่างต่อเนื่อง มีการวางแผนอย่างสม่ำเสมอ จัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย และความสามารถของเด็ก
*กระตุ้นทักษะทางภาษาอย่างต่อเนื่อง พูดคุยโต้ตอบขณะที่เด็กมีกิจกรรมต่าง ๆ
*สอนทักษะทางสังคมที่เหมาะสมแก่เด็ก เริ่มจากการมองสบตา ทักษะการฟัง การเล่นกับกลุ่ม การรอคอย พยายามพาเด็กออกสู่สังคมจริง และสอนในทุกสถานการณ์อย่างเข้าใจ ใจเย็นและอดทน
*สอนเหมือนเด็กทั่วไปให้รู้จักการช่วยเหลือตนเองตามวัย ตามความสามารถและข้อจำกัดของเด็ก
*เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองภายในการดูแลและการให้กำลังใจของคนในครอบครัว
*ฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย เช่น การรู้จักเข้าแถวการรอคอย รู้จักกฎกติกาในการเล่น และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
              ลักษณะที่เด่นชัดของเด็กออทิสติก   ปัญหาด้านความสัมพันธ์
*ไม่สบตากับผู้อื่น
*ขาดความสนใจบุคคลรอบข้าง
*ไม่เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ
ปัญหามีพฤติกรรมแปลก ๆ
*ทำท่าทางแปลก ๆ
*หัวเราะไม่สมเหตุสมผล
*ชอบหมุนวัตถุ
*สนใจวัตถุ / สิ่งของซ้ำ ๆ
ปัญหาทางภาษา
*การสื่อสารกับคนอื่นไม่เข้าใจ
*พูดเรียนแบบเหมือนนกแก้ว
*พูดเรื่องเดียวซ้ำ ๆ
ปัญหาด้านการรับรู้
*ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงในชีวิต  เช่นสถานที่
*การรับรู้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ผิดปกติ เช่น ทากาว
ปัญหาที่พบบ่อย ๆ ของเด็กออทิสติก
*ผลกระทบจากภาพและเสียง
*ชอบกินอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ   ไม่ยอมกินอาหารบางอย่าง
*การใช้ห้องน้ำ
*การติดเสื้อผ้าตัวเดิม
*ชอบพูดเลียนซ้ำคำพูดหรือเพลงโฆษณาในโทรทัศน์
*ความจำสัญลักษณ์ต่าง ๆ  เวลา
*การกระตุ้นตนเอง
*ปัญหาการนอน
                    สาเหตุของการเป็นออทิสติก
ในวงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของความผิดปกติที่ชัดเจนแต่ในปัจจุบันจากการศึกษามีหลักฐานสนับสนุนว่าน่าจะเกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ
มากกว่าเป็นผลจากการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อม
                    อาการของโรคออทิสติก
ออทิสติก เป็นโรคที่มีความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน โดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของพัฒนาการ 3 ด้าน ที่มีอาการต่าง ๆ ดังนี้
-ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เด็กจะไม่สบตา ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนไม่ได้
-ด้านพฤติกรรมจะมีการหมกมุ่นทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ ทำกิริยาซ้ำ ๆ วนไปวนมา สนใจและหมกมุ่นกับกิจกรรมและสิ่งของบางอย่าง
-ด้านการสื่อสาร จะมีการพัฒนาทางการพูดช้าและเริ่มสนทนา หรือสนทนาต่อเนื่องไม่ได้ ชอบพูดทวน
 คำถาม
                 ในปัจจุบัน โรคออทิสติกมีอุบัติการณ์สูงขึ้นมาก หากท่านสงสัยว่าเด็กจะเป็นออทิสติก ควรมารับการตรวจโดยละเอียดจากแพทย์
                  การรักษาเด็กออทิสติกด้วย HBO
เป็นการรักษาด้วยการให้ผู้ป่วยหายใจเอาออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าไปภายใต้ความดันสูง ทำให้สมองได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงกว่าปกติ เพื่อเป็นการรักษาต้นเหตุที่มาจากแนวคิดของการเกิดออทิสติกจากการมีเลือดไปเลี้ยงที่สมองน้อย โดยแพทย์ผู้รักษาด้าน HBO จะกำหนดให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาครั้งละ 1 ชั่วโมง จำนวน 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ การรักษาด้วย HBO จะช่วยในการแก้ไขปัญหาความผิดปกติของพฤติกรรม การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการสื่อสารของเด็ก แพทย์จะประเมินผู้ป่วยทุกครั้งก่อนเข้าเครื่อง HBO รวมทั้งให้ผู้ป่วยประเมิน BQ Test (Behavior Quotient Test) ในครั้งแรกและทำ BQ Test ทุก 40 ครั้งหลังจากการรักษาด้วยเครื่องไฮเปอร์แบริค เพื่อเป็นการวัดผลของการรักษาอย่างเป็นรูปธรรมนอกจากการรักษาด้วย HBO ดังกล่าวแล้ว การรักษาโรคออทิสติกยังต้องทำแบบบูรณาการโดยความร่วมมือของบุคลากรทางการแพทย์หลาย ๆ ส่วน ดังนี้
*กุมารแพทย์พัฒนาการ (จิตแพทย์เด็ก) ตรวจวินิจฉัยเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือผิดปกติ และให้ คำแนะนำการรักษาแบบบูรณาการ ประเมินความจำเป็นในการต้องปรับพฤติกรรม การฝึกพัฒนาการ การฝึกพูด หรือการทำกายภาพบำบัด การใช้ยาเพื่อรักษาโรคที่พบร่วม เป็นต้น
*นักจิตวิทยาคลินิก ให้การรักษาเพื่อปรับพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือผิดปกติของผู้ป่วย รวมทั้งทำการ ประเมิน IQ และ BQ Test เพื่อติดตามผลการรักษาโดยรวมอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการปรับพฤติกรรมนั้นจะทำทั้งแบบเดี่ยว และแบบกลุ่ม
*ครูฝึกพัฒนาการ จะฝึกทักษะให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัด เล็ก เช่น การหยิบจับวัตถุเล็ก ๆ การเขียนหนังสือ ฝึกทักษะการแก้ปัญหา โดยจะมีการฝึกทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่มตามความจำเป็นของโรค
*ครูฝึกพูด ในเด็กที่มีปัญหาเรื่องการพูด พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด พูดไม่เป็นภาษา ครูฝึกพูดจะฝึกการ ออกเสียงเกี่ยวกับการพูดและฝึกการสนทนา เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการพูดที่ไม่มีความหมายหรือพูดไม่ชัด
*นักกายภาพบำบัด ฝึกการใช้กล้ามเนื้อ สำหรับผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อไม่สมดุล เช่น ผู้ป่วยที่เดิน อ่อนแรง มือหยิบจับอะไรได้ไม่ดี ผู้ป่วยสะบัดมือบ่อย ๆ หรือกล้ามเนื้อเกร็ง เป็นต้น
*รักษาด้วยวิธีโภชนาการ กุมารแพทย์ด้านโภชนบำบัดจะมีแนวคิดในด้านของอาหารที่ส่งผลต่อ อาการของโรค รวมทั้งการใช้วิตามินและสารอาหารในการรักษาโรคออทิสซึม การดูแลรักษาเด็กออทิสติก ถ้าเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 2-3 ปี จะพบว่าอาการของโรคจะรักษาได้ผลดีกว่าและ เร็วกว่าการรักษาในเด็กที่อายุมากขึ้น เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยโรคได้เร็ว และเริ่มให้การดูแลรักษาตั้งแต่อายุน้อย ๆ และทำอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาเด็กให้หายเป็นปกติเข้าสู่สังคมได้

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คอติดเชื้อ เจ็บคอมาก

                    วันนี้กลับบ้านไปเจอหลานสาวป่วย มีอาการตัวร้อน  เจ็บคอมาก  ทานอาหารน้อยลง มีไข้ขึ้นสูง ก็เลยให้หลานอ้าปากให้ดูส่องไฟฉายเข้าไปดูในคอ ผลปรากฏว่าต่อมทอนซิลบวมแดงและมีสีเหลืองติดอยู่ ก็เลยพาหลานไปหาหมอจะดีกว่ากินยาโดยไม่รู้ต้นเหตุของอาการ สงสารหลานสาวมาก
      ต่อมทอนซิล (tonsils)  เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อประเภทต่อมน้ำเหลือง  มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ภายในต่อม มีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด มีหน้าที่หลักคือ การจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายทางทางเดินอาหาร  หน้าที่รองลงมาคือ สร้างภูมิคุ้มกัน ต่อมทอนซิลพบได้หลายตำแหน่ง ต่อมที่เราเห็น จะอยู่ด้านข้างของช่องปาก มีชื่อเรียกว่า พาลาทีนทอนซิล (palatine tonsil)  นอกจากนั้น  ต่อมทอนซิลยังพบได้บริเวณโคนลิ้น (lingual tonsil) และช่องหลังโพรงจมูก (adenoid tonsil)
                   ทอนซิลอักเสบ (tonsillitis) เป็นภาวะอักเสบของต่อมทอนซิลส่วน " คออักเสบ " (pharyngitis) มักใช้เรียก ภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไป  บางครั้ง ภาวะทั้งสอง อาจเกิดพร้อมกันได้ส่วนใหญ่แล้วโรคต่อมทอนซิลพบมากที่สุดในเด็กอายุก่อน10 ปี  เพราะหลัง 10 ปีไปแล้วต่อมทอนซิลจะทำงานน้อยลง หรือไม่ทำงานเลย แต่ในผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 20 ปี ก็ยังเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบได้ ส่วนใหญ่มักจะไม่พบทอนซิลอักเสบในคนไข้วัยกลางคนไปแล้ว  ผู้ป่วยที่มีทอนซิลอักเสบเฉียบพลันจะมีอาการไข้ หนาวสั่น  เจ็บคอ  กลืนลำบากโดยเฉพาะ เวลากลืนอาหารจะเจ็บมาก  คนไข้เด็กจะมีอาการน้ำลายไหล เพราะกลืนลำบาก และน้ำลายจะไหลลงไปไม่ได้ ก็จะไหลออกมา  หรือคนไข้เจ็บคอมากๆ อาจมีอาการอาเจียนหลังจากรับประทานอาหาร  เพราะการรับประทานอาหารจะรบกวนลำคอที่เจ็บอยู่
               โรคทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรียพบเชื้อรา หรือเชื้อวัณโรคได้น้อย โรคทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน ในเด็กก่อนวัยเรียน มักจะเกิดจากเชื้อไวรัส และติดต่อกันได้ง่าย เพราะไม่รู้จัก การป้องกัน การติดต่อเกิดจากการหายใจ ไอ จาม หรือใช้ภาชนะที่รับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำรวมกัน  ส่วนโรคทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน ในเด็กโตและผู้ใหญ่ มักจะเกิดจาก การติดเชื้อแบคทีเรีย
                การรักษาทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน: ปกติแพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ ยาลดน้ำมูก หรือลดไข้ ให้ยาต้านจุลชีพ หรือยาแก้อักเสบ เพื่อกำจัดเชื้อต้นเหตุ ถ้าการอักเสบนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  และควรรับประทานยาดังกล่าวให้นานพอ เช่น 7-10 วัน  ซึ่งในปัจจุบัน ยาในกลุ่มเพนนิซิลิน ยังใช้ได้ผลดี ยกเว้นเชื้อบางกลุ่ม ที่พบว่าดื้อยาแล้ว แพทย์จึงจำเป็น ต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่แรงขึ้น ในรายที่มีอาการมากๆ เช่น เจ็บคอมาก จนรับประทานอาหารไม่ได้ และมีไข้สูง  แพทย์อาจแนะนำให้นอนพักรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือ และยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ ซึ่งจะทำให้อาการทุเลา ดีขึ้นเร็วกว่า การให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน  หากแพทย์พิจารณาว่า มีสาเหตุมาจากไวรัส ก็จะให้ยาตามอาการเท่านั้น เพราะยาต้านจุลชีพ ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา การอักเสบของต่อมทอนซิล อาจจะกระจายกว้างออกไป จนเกิดเป็นหนอง บริเวณรอบต่อมทอนซิล (peritonsillar abscess) แล้วอาจลุกลาม ผ่านช่องคอ เข้าสู่ช่องปอด และหัวใจได้  นอกจากนั้น เชื้อแบคทีเรีย อาจเข้ากระแสเลือด แล้วกระจายไปทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายอย่างมาก เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โรคทอนซิลอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส (Streptococcus) สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของโรคหัวใจ และโรคไตได้    
                  การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้ป่วยมีส่วนทำให้อาการดีขึ้นเร็ว ถ้ามีอาการเจ็บคอ หรือระคายคอร่วมด้วย ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้มที่ไม่ร้อนจนเกินไป  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ด หรือรสจัด หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้เสียงชั่วคราว ควรพยายามทำความสะอาดคอบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร ด้วยการแปรงฟัน หรือกลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปาก, น้ำเกลืออุ่นๆ  หรือน้ำเปล่าหลังอาหารทุกมื้อ เนื่องจากการที่ไม่รักษาความสะอาดในช่องปากให้ดี อาจมีเศษอาหารตกค้างในช่องปากและลำคอ  ทำให้ทอนซิลอักเสบมากขึ้นได้
                น้ำยาบ้วนปากจะช่วยลดปริมาณของเชื้อแบคทีเรียได้บ้าง (ชั่วคราว)  ในรายที่มีการอักเสบติดเชื้อบริเวณคอ น้ำยาบ้วนปากบางชนิด อาจมีส่วนผสมของยาลดการอักเสบหรือ ยาชา ช่วยลดอาการเจ็บคอได้ น้ำยาบ้วนปากมีหลายชนิด ควรเลือกใช้ชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือมีน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องปาก   หลีกเลี่ยงน้ำยาที่มีส่วนผสมของกรด เพราะจะทำให้ผิวฟันกร่อน  เคลือบฟันบางลง และเกิดอาการเสียวฟันตามมาได้   ถ้าใช้แล้วรู้สึกว่ามีอาการเจ็บคอ หรือระคายคอมากขึ้น ก็ไม่ควรใช้ ก่อนใช้ต้องศึกษาส่วนผสมและวิธีใช้ข้างขวดให้ดีก่อน ให้ใช้ในปริมาณพอเหมาะ ระยะเวลานานพอควร ถ้าเป็นแบบเข้มข้น ควรเจือจางเพื่อหลีกเลี่ยงอาการแสบร้อน ระคายคอ  เราสามารถทำน้ำยาบ้วนปากได้เองง่ายๆ โดยใช้เกลือป่นประมาณครึ่งช้อนชา ถึงหนึ่งช้อนชาละลายในน้ำอุ่นค่อนแก้ว ใช้บ้วนปากได้ดี ประหยัด และปลอดภัย
                 หากเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลันบ่อยๆ ต่อมทอนซิลจะโตขึ้น แล้วเปลี่ยนสภาพ เป็นแบบเรื้อรัง และอาจมีการอักเสบอย่างเฉียบพลันเป็นๆหายๆได้ การที่ต่อมทอนซิลโต จะทำให้เกิดร่อง หรือซอก ซึ่งเศษอาหารอาจเข้าไปตกค้างอยู่ได้ อาจทำให้เกิดการอักเสบยืดเยื้อออกไป
              โดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาตัดต่อมทอนซิลเมื่อ
เป็นภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือเกิดการอักเสบ ปีละหลาย ครั้ง หลายปีติดต่อกัน ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง เช่นต้องขาดงาน หรือขาดเรียนบ่อย
เมื่อต่อมทอนซิลโตมากๆ ทำให้เกิดอุดกั้นทางเดินหายใจ และมีอาการนอนกรน และ/ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับตามมา
ผู้ป่วยที่มีต่อมทอนซิลโต และแพทย์สงสัยว่า อาจเป็นมะเร็งของต่อมทอนซิลโดยตรง หรือมีมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ แล้วหาตำแหน่งมะเร็งต้นเหตุไม่เจอ แต่แพทย์สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งที่มาจากต่อมทอนซิล
              การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก เป็นการกำจัดไม่ให้ต่อมทอนซิลติดเชื้อบ่อย สำหรับผู้ป่วยเด็กทางเดินหายใจก็จะโล่งขึ้นด้วย ในการตัดต่อมทอนซิลทิ้ง ไม่มีข้อเสีย  เมื่อตัดทิ้งตามข้อบ่งชี้ที่ถูกต้องและเหมาะสม ต่อมทอนซิลที่ตัดทิ้ง มักจะเป็นต่อมที่ไม่ทำงานแล้ว จึงไม่ฆ่าเชื้อโรค  แต่จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคแทน เนื่องจากมีต่อมน้ำเหลืองในช่องคออีกมากมาย ที่ทำงานจับเชื้อโรคแทนต่อมทอนซิลได้ การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกจึงไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือของช่องปากลดลงแต่อย่างใด   

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มะขามทำท้องเสียได้

     วันนี้เดินทางไปต่างจังหวัดระหว่างเดินทางรู้สึกง่วงนอนมาก  เลยคิดว่าต้องหาอะไรที่มันรสจัดๆ กินแก้ง่วงดีกว่า ขับผ่านร้านค้าข้างทางมีแต่ร้านขายมะขามหวาน คือจังหวัดเพชรบูรณ์เรานี้เอง ก็เลยแวะซื้อมะขามจี๊ดจ๊าด 1 กระปุก ท่านระหว่างเดินทาง ท่านเข้าไปมากก็เลยมีอาการปวดท้องขึ้นมาทันที่ ปวดท้องเข้าห้องน้ำ สงสัยท้องคงจะเสียสะแล้วเรา แวะปั้มน้ำมันดีกว่าเราไม่ไหวแล้ว  มะขามใครก็ท่านได้แต่ต้องระหว่างเรื่องท้องเสียเป็นหลักในระหว่างการเดินทาง

           ท้องเสียคือ  ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ลงท้อง คือภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเกิดความผิดปกติในการถ่ายอุจจาระ  ตามปกติแต่ละคนจะมีจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระในแต่ละวันไม่เท่ากัน บางคนอาจจะถ่ายวันละ 2 - 3 ครั้ง ในขณะที่บางคน 2 - 3 วันจึงจะถ่ายสักครั้ง ท้องเสียจะมีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำที่บ่อยขึ้น อาจจะมากกว่า 3 ครั้งใน 1 วัน อาการนำของการเกิดท้องเสียนั้นก็คือ ลำไส้จะมีการเคลื่อนไหวหรือบีบตัวอย่างมาก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ถ่ายง่าย และอ่อนเพลียเมื่อมีการถ่ายบ่อยครั้งขึ้น
               อาการท้องเสีย แบ่งได้เป็น 2 ชนิด
1. ท้องเสียชนิดเฉียบพลันพบในคนส่วนใหญ่ เกิดขึ้นเร็ว แต่เป็นอยู่ไม่นาน มักไม่เกิน 7 - 8 วัน เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การติดเชื้อ เกิดจากพิษ เกิดจากยาอื่น ถ้าเป็นท้องเสียอย่างเฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อในผู้ใหญ่ มักมีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย แต่ถ้าเป็นในเด็กมักจะเกิดจากเชื้อไวรัสอาหารก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมัน หรือรสจัด อาหารที่มีกากหรือเมล็ดมาก ๆ ก็ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน
2. อาการท้องเสียชนิดเรื้อรังเกิดจากหลายสาเหตุ และยากต่อการวินิจฉัย ถ้าเป็นบ่อย ๆ และเป็นเวลานานควรไปพบแพทย์ เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงและรักษาต่อไป ท้องเสียอาจมีสาเหตุมาจากทางอารมณ์ ซึ่งมักมีอาการปวดท้องถ่ายบ่อย ๆ แต่ถ่ายครั้งละไม่มาก อุจจาระอาจจะเหลวเป็นน้ำแล้วตามมาด้วยลักษณะปกติ มักเกิดหลังรับประทานอาหารไม่นาน ประมาณ 5 - 15 นาที และบางครั้งก็อาจเปลี่ยนเป็นอาการท้องผูกได้
      วิธีป้องกันตนเองไม่ให้ท้องเสีย
ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย เช่น อาหารที่ไม่สะอาด อาหารที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน อาหารรสจัด ยาบางชนิดที่เคยรับประทานแล้วทำให้ท้องเสีย ตลอดจนพยายามควบคุมอารมณ์ ไม่ให้เกิดความตึงเครียดหรือวิตกกังวลมากเกินไป
        การรักษาโดยไม่ใช้ยา  ท้องเสียเฉียบพลัน บางครั้งก็หายไปเองในระยะเวลาอันสั้น เช่น รับประทานอาหารผิดสำแดง วิตกกังวล หรือติดเชื้อในลำไส้ที่ไม่รุนแรง อาการท้องเสียเหล่านี้มักจะหายไปเองในระยะเวลาอันสั้น บางทีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากขณะที่มีอาการท้องเสีย ลำไส้จะดูดซึมน้ำและอาหารน้อยลง และลำไส้มีการเคลื่อนไหวเร็ว จึงเกิดการคั่งของน้ำในลำไส้ ทำให้ปริมาณน้ำในลำไส้มาก จึงถ่ายเหลวบ่อยและมีจำนวนมากขึ้น ดังนั้น การลดปริมาณน้ำในลำไส้ให้น้อยลงมากเท่าใด คือวิธีการรักษาที่ดีเท่านั้น การงดอาหารในขณะท้องเสียก็เป็นวิธีการรักษาวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่มีผลเสียใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าร่างกายแข็งแรงดี เพราะจะช่วยให้ลำไส้ได้พักผ่อน และช่วยให้การทำงานเป็นปกติดียิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากรับประทานอาหารเข้าไปมาก อาหารเหล่านั้นก็ถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้น้อยหรือไม่ดูดซึมเลย ทำให้ ยิ่งรับประทานมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และจะไม่ได้ประโยชน์จากอาหารที่รับประทานเข้าไปเลย สิ่งสำคัญในการรักษาอาการท้องเสียก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะไม่ให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่ เพราะว่าถ้าเสียน้ำและเกลือแร่มาก ๆ จะทำให้ร่างกายมีอาการขาดน้ำ เช่น ตาโบ๋ หนังเหี่ยว ขาดความยืดหยุ่น ไม่เต่งตึง ปากแห้ง ชีพจรเต้นเร็ว ปัสสาวะน้อย ลุกนั่งจะรู้สึกหน้ามืด ถ้าเป็นเด็กเล็กกระหม่อมจะบุ๋มและนอนซึม หรือหายใจหอบ เพราะเสียเกลือแร่ ขาดน้ำ ถ้าเป็นมากก็อาจไม่มีปัสสาวะเลย ชีพจรเบา ความดันต่ำ ตัวเย็น กระสับกระส่าย ช็อค
จะเห็นได้ว่า อันตรายไม่ได้เกิดจากการขาดสารอาหาร แต่เกิดจากการขาดน้ำและเกลือแร่ ดังนั้น ถ้าให้น้ำเกลือทดแทนได้ท้นก็จะรอดพ้นจากอันตรายได้
           น้ำเกลือก็คือ "ยา" รักษาอาการท้องเสียนั่นเอง การให้น้ำเกลือด้วยตนเองทำได้โดยวิธีการรับประทาน ซึ่งจะได้ผลในการรักษาใกล้เคียงกับการให้ทางหลอดเลือด และไม่มีอันตรายจากภาวะที่มีการให้น้ำมากเกินไป การดื่มน้ำเกลือในระยะแรก ๆ ที่มีอาการท้องเสีย จะทำให้อาการทุเลาและหายไปได้เองโดยไม่ต้องใช้ยารักษา เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์  ไม่ควรใช้ยาแก้ท้องเสียรักษาตัวเอง แต่ควรไปพบแพทย์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้
- อุจจาระมีมูกปน มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ คล้ายกุ้งเน่า
- คลื่นไส้ - อาเจียนรุนแรง
- มีไข้สูงเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียส
- ท้องเสียนานกว่า 48 ชั่วโมง
- มีไข้ อ่อนเพลียมาก และมีโรคเรื้อรังประจำตัว
- ท้องเสียเรื้อรัง รวมกับเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผอมลง อ่อนเพลีย
- ท้องเสียซึ่งอาจมีสาเหตุจากยาอื่น ๆ ที่ใช้อยู่เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ผู้สั่งใช้ยานั้น ๆ จะได้แก้ไขและเปลี่ยนยา
- ท้องเสียในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี หรือผู้สูงอายุ เพราะอาจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย
- ท้องเสียที่เกิดในสตรีมีครรภ์ เพราะอาจเกิดความผิดปกติทั้งมารดาและทารกในครรภ์ได้

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปากเหม็น ต้นต่อมาจากคอมีก้อนสีเหลืองอ่อนเล็ก

                วันนี้ฉันได้มีประสบการณ์ที่แปลกออกมาจากคอของฉันมันเป็นก้อนสีเหลืองอ่อนมีขนาดเล็ก และมีกลิ่นเหม็นเน่ามาก เหมือนกับเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ในลำคอ  ทำให้เกิดกลิ่นปากเหม็น ลมหายใจที่หายใจเข้าออกมีกลิ่นเหม็นมาก  จนบ้างครั้งทำให้เราขาดความมั่นใจในตัวเองไปเลยที่เดียว  ทั้งที่เราก็แปรงฟัน เช้า-เย็น ใช้น้ำยาบ้วนปากยี่ห้อดังก็แล้ว  แต่ปรากฏว่ายังมีกลิ่นเหม็นเหมือนเดิม  เวลาเรากลืนน้ำลายลงไปในคอเหมือนมีน้ำลายข้นเหนียวและมีก้อนอะไรไม่รู้ติดอยู่ในน้ำลายที่เหนียวข้น พยายามเท่าไรก็ไม่ออก กลั่วปากก็แล้วแต่ก็ไม่หลุดออกจากคอ เลยเป็นกังวนเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมารู้จักกันเลย

            ต่อมทอนซิลจะมีร่องหรือซอกหลืบ ซึ่งเศษอาหารอาจเข้าไปติดอยู่ได้ นอกจากนั้น เซลล์ที่บุร่องหรือซอกนั้น อาจตายแล้วหลุดลอกออกมา แล้วมีแบคทีเรีย เม็ดเลือดขาว และเอนไซม์ในน้ำลายเข้าไปย่อยสลาย จนเกิดเป็นสารลักษณะคล้ายก้อนแป้งอยู่ในร่องของต่อมทอนซิล เมื่อสะสมไว้ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็งขึ้น ทางการแพทย์เรียกเจ้าก้อนนี้ว่า นิ่วทอนซิล (Tonsilloliths หรือ Tonsil Stones)
          ปัญหาดังกล่าวพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ผู้ที่มีเจ้าก้อนเล็กๆ นี้ติดอยู่ในร่องของต่อมทอนซิล อาจรู้สึกรำคาญ เหมือนมีอะไรติดอยู่ในคอ และอาจทำให้มีกลิ่นปาก ในบางรายอาจทำให้มีอาการเจ็บคอเป็นๆ หายๆ หรืออาจทำให้กลืนลำบากหากมีขนาดใหญ่มากๆ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของนิ่วทอนซิลด้วย นอกจากนี้อาจทำให้ต่อมทอนซิลโต ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือมีอาการปวดร้าวไปที่หูได้
                วิธีการแก้ปัญหาขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่วทอนซิลและอาการต่างๆ ที่เป็นผลมาจากนิ่วทอนซิล  วิธีการแก้ปัญหานิ่วทอนซิลไว้ว่ามี 2 วิธีด้วยกัน คือ วิธีไม่ผ่าตัดและวิธีผ่าตัด
วิธีไม่ผ่าตัด
       -  กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ การกลั้วคอแรงๆ อาจช่วยให้นิ่วทอนซิลหลุดออกมา นอกจากนี้ น้ำเกลือยังช่วยบรรเทาอาการระคายคอจากทอนซิลอักเสบ ซึ่งอาจเกิดร่วมกับนิ่วทอนซิลอีกด้วย
       -  ใช้ไม้พันสำลี แปรงสีฟัน หรือไม้แคะหูที่สะอาด และไม่มีคม ค่อยๆ เขี่ยหรือกดบริเวณต่อมทอนซิล วิธีนี้ควรทำอย่างเบามือและระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจเกิดการบาดเจ็บได้ 
       -  ตัดเล็บและล้างมือให้สะอาด แล้วใช้นิ้วมือค่อยๆ ดันบริเวณส่วนล่างของต่อมทอนซิลขึ้น เพื่อให้นิ่วทอนซิลหลุดออกมา  
       -  ใช้ที่พ่นน้ำทำความสะอาดช่องปาก (water pick) ฉีดบริเวณต่อมทอนซิล เพื่อให้นิ่วทอนซิลหลุดออก
       -  ใช้นิ้วมือนวดใต้คางบริเวณมุมขากรรไกรล่าง ซึ่งตรงกับตำแหน่งของต่อมทอนซิล เพื่อให้นิ่วทอนซิลหลุดออกมา
       อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยให้นิ่วทอนซิลหลุดออกมาเสมอไป ขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่วทอนซิลและตำแหน่งของซอกหลืบนั้นด้วย แต่ปกติแล้วเมื่อก้อนในร่องของต่อมทอนซิลมีขนาดใหญ่กว่าที่ร่องจะรับได้ ก็อาจหลุดออกมาเอง หรือบางครั้งเมื่อไอหรือขากเสมหะแรงๆ เจ้าก้อนนี้ก็อาจหลุดออกมาได้เองเช่นกัน แต่สำหรับผู้ที่เป็นบ่อยๆ รำคาญมากๆ หรือมีปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆ แพทย์อาจแนะนำวิธีผ่าตัด
       วิธีผ่าตัด
       วิธีแรก คือ การใช้กรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic Acid) หรือการใช้เลเซอร์ (Laser Tonsillotomy) จี้ต่อมทอนซิลเพื่อเปิดขอบร่องของต่อมทอนซิลให้กว้าง ไม่ให้มีซอกหลืบที่จะเป็นที่สะสมของสิ่งต่างๆ ได้อีก
       อีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอและกลืนลำบากอย่างน้อย 2-3 วันหลังการผ่าตัด วิธีนี้เป็นการรักษาที่หายขาด แต่มักจะทำในกรณีที่ใช้วิธีแรกแล้วไม่ได้ผล
      

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เดินเข้าสวนผัก จนผิวหนังอักเสบ

            เมื่อวานตอนเย็นฉันกำลังจะเตรียมทำอาหารเย็นเพื่อรับประทานกันทั้งครอบครัว เดินเข้าไปในสวนผัก(ที่บ้านปลูกผักกินเอง) เพื่อไปเก็บใบมะกูดมาใส่ในผัดเผ็ดไก่บ้าน พอเดินมาถึงห้องครัวสักประมาณ 10 นาที แขนขวาก็เกิดผื่นเม็ดเล็กขึ้นมา มีอาการคัน เลยสงสัยว่าจะต้องแพ้อะไรสักอย่างที่อยู่ในสวนผัก เลยรีบล้างแขนด้วยสบู่ที่มีความละเอียดอ่อนต่อผิว แต่ยังไม่หายก็เลยต้องหายาแก้แพ้มาทา  ยาช่วยได้ผื่นที่เป็นเม็ดยุบลง
              
            ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (Contact Dermatitis)
เป็นโรคผิวหนังซึ่งเกิดจากการสัมผัสกับสารภายนอกร่างกาย มีอาการคัน ผิวหนังมีผื่น บวม แดง และอาจมีน้ำเหลืองไหล ในบริเวณที่สัมผัสสารต้นเหตุ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการระคายเคืองจากสารเคมี น้ำยาซัก-ล้าง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในเปียกชื้นการทำงานบ้าน อย่างไรก็ตามสารบางชนิดก็ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยสารก่อภูมิแพ้จะไปกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกาย ให้หลั่งสารบางชนิดออกมาทำให้เกิดอาการผื่นคัน สารที่พบว่าเกิดอาการแพ้บ่อย ๆ คือ Nickel (ในโลหะของปลอม เครื่องประดับ, น้ำหอม, และสารกันเสียในเครื่องสำอาง, น้ำยาย้อมผม, ปูนซิเมนต์, และผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ

            อาการ
อาการของผู้ที่มีผื่นระคายเคืองจะมีผื่นแดง แห้ง แตก มักเป็นในตำแหน่ง ฝ่ามือที่สัมผัสกับสารเคมี หรือถูกน้ำบ่อย ๆ ในขณะที่ผื่นแพ้สัมผัสจะเกิดได้ในหลายบริเวณ แล้วแต่ว่าจะสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ทีบริเวณใดของร่างกาย เช่น เป็นผื่นที่ศีรษะจากแพ้น้ำยาย้อมผม ผื่นที่ติ่งหูและข้อมือจากแพ้ต่างหู และสายนาฬิกา ผื่นที่รักแร้จากการแพ้น้ำหอมในน้ำยาดังกลิ่นตัว เป็นต้น
ในกรณีที่สงสัยว่าผิวหนังอักเสบเกิดจากการแพ้สัมผัสหรือไม่ ควรเข้ารับการทดสอบผื่นแพ้สัมผัส (Patch test) โดยแพทย์ผิวหนังจะปิดสารทดสอบไว้ที่ผิวบริเวณหลังหรือต้นแขนของผู้ป่วย เพื่อให้สารทดสอบติดอยู่ที่ผิวเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จึงแกะออกและอ่านผลการทดสอบ เมื่อครบ 48 และ 96 ชั่วโมงแล้ว หากผู้ป่วยมีอาการหลังจากนั้น แพทย์จะแนะนำให้หลีกเลี่ยงสารที่แพ้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงสารก่ออาการระคายเคืองอื่น ๆ และให้ยาที่เหมาะสมในการรักษาต่อไป

              การป้องกันโรคผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส
  1. หลีกเลี่ยงสารที่ทำการทดสอบแล้วพบว่าแพ้
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารระคายเคือง เช่น ผงซักฟอก, น้ำยาซักล้างชนิดต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ผิวแตก, แห้ง และคันมากขึ้น
  3. ใส่ถุงมือที่เหมาะสมกับการทำงาน เช่น ถุงมือผ้า , ถุงมือหนัง, ถุงมือยาง, ถุงมือ PVC เป็นต้น
  4. ใส่สบู่ล้างมือน้อยลง หากจำเป็นให้ใช้สบู่เหลวไร้ด่าง และทาครีมบำรุงทุกครั้งหลังล้างมือ

               การรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส จุดประสงค์คือเพื่อลดความดันลูกตาลง ซึ่งทำได้โดยวิธี
  1. ในระยะที่มีผื่นอักเสบเป็นน้ำเหลือง หรือเป็นตุ่มหนอง ให้ใช้ผ้ากอซ 3-4 แผ่น ชุบน้ำเกลือ (ที่ใช้สำหรับล้างแผล) ปะคบผื่นไว้ประมาณ 10-20 นาที วันละ 2 ครั้ง จนกว่าน้ำเหลืองหรือหนองแห้ง
  2. ทายาคอร์ติโคสเตอรอยด์ เพื่อลดอาการอักเสบของผิวหนัง
  3. รับประทานยาแก้แพ้ เพื่อลดอาการคัน         

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รู้ไว้ใช่ว่า เรื่องเล่าจากสาวขายบริการ

เรื่องจริงของสาวอาบอบนวด....ต้องอ่าน

            ฉันทำงานอาบ อบ นวดแห่งหนึ่งในกรุงเทพนี่ค่ะ ปัจจุบันอายุ 30 เศษแล้ว
เมื่อ 10 กว่าปีก่อนค่าตัวจริงๆ ได้ต่อหัวๆ ละ 300 กว่าบาท ถึง 500 บาท เชื่อมั้ยคะ ต้องอาบน้ำให้แขก โดนทั้งเลียของผู้ชาย โดนประตูหน้า ประตู หลัง เพื่อแลกกับเงินแค่นี้จริงๆ ค่ะ ด้วยการคัดเลือกดิฉัน ได้เบอร์ตอง ซึ่งต้องรับงานมากกว่ารายอื่นๆ อีกทั้งรูปร่างหน้าตาขณะนั้นสวยไม่แพ้ ใครค่ะ เวลาเดินถนนมีชายหนุ่ม ชายแก่ หญิงสาว มองเหลียวหลัง ไม่ได้แต่งตัวหวือหวานะคะ แต่งกายเรียบ ๆ แต่หน้าอกค่อนข้างชันและใหญ่ ใครจะคิดล่ะคะว่า ทำให้ผู้ชายทั้งคนได้เงินเพียงแค่นั้นต่อหัววันหนึ่งรับงานไม่ต่ำกว่า 5 คนขึ้นไป เริ่มงานบ่ายโมง เลิกงานประมาณ 5 ทุ่มหนึ่งเดือนหยุดประมาณ 4-5 วัน แล้วแต่เลขท้ายเราลงตรงกับวันไหนผู้ที่ใช้บริการ ไม่เลือกวัยค่ะมีทั้งสุภาพหยาบคาย และนักบุญเคยถูกคนเมาลวนลามไม่ใส่ถุงยาง ตัวใหญ่ บังคับทุกอย่างไม่ฟังใคร

          แขกพวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแขกของเจ้าของอาบอบ นวด ทำให้เราไม่กล้าฟ้องต้องก้มหน้าทำด้วยความขมขื่น    ไม่ต้องบอกนะคะ ว่าทำไมไม่เลือกเดินทางอื่นมันไม่พอกินค่ะ แล้วดิฉันก็เคยโดนข่มขืนหมู่มาแล้ว ไม่มีใครตามคดีช่วยดิฉันได้เลยคิดประชดตัวเองด้วยการทำงานนี้ซะเลย แต่ก็ไม่ได้สบายดังที่คิดนัก ต่อมามีการตรวจโรคซึ่งมีเป็นประจำอยู่แล้ว ดิฉันติดเอดส์ อยู่ในขั้นแรก ๆ จึงต้องหยุดงานและรักษาตัวเรื่อยมางดเหล้า งดบุหรี่ ร่างกายเริ่มอ่อนแอลงทุกวันไปหาหมอ ได้รับคำแนะนำให้เข้าโครงการฟรี แต่ต้องดูแลตัวเองทุก เดือนต้องไปพบหมอได้รับยาฟรี ในระยะปีกว่าที่รับยาผิวพรรณเริ่มแห้งมีสะเก็ดและดำคล้ำ จึงเปลี่ยนยาและผิวพรรณก็กลับมาอยู่ในสภาพปกติ มีข้อเสียคือ แขน ขา ก้นจะเล็กลีบต้องทานยาวิตามินช่วยซึ่งเราต้องออกเงินซื้อเองเดือนละ 1000 กว่าบาทเงินสะสมก็ร่อยหรอลง ไปจึงคิดเรียนและหางานทำ

             แต่ก็ยังมีแขกบางคนไม่รู้ แวะเวียนมาใช้บริการที่ห้องบ่อยๆ  มีรายได้จากการขายตัวเดือนละ 2-3 หมื่นบาท ก็อยู่ได้แต่แขกพิเศษที่แวะเวียนมาจะทำตัวสนิทสนมมากจนเกินไปไม่ยอมสวมถุงยาง ดิฉันก็ไม่กล้าบอกว่าเป็นอะไรในเมื่อห้ามไม่ฟังก็ต้องยอมให้แต่โดยดี แต่ดิฉันมีความไม่สบายใจมากๆ เวลาผ่านไป 3-4 เดือนต้องคอยหนีย้ายหอพัก เพราะหากเขารู้ว่าเป็นโรคอาจจะคิดว่าติดกับดิฉันก็ได้หรือพฤติกรรมเขาอาจจะติดกับที่อื่นๆ ก็ได้เพราะบางคนในระยะที่ทำงานนวด อยู่นั้น เขาเป็นโรคแล้วก็เปลี่ยนที่มำงานไปเรื่อยๆ หากแขกต้องการไม่สวมถุงยาง เขาจะตามใจทันทีเขาสมน้ำหน้าที่ไม่ระวังเองทุกคนที่เที่ยวต้องระวังนะคะเรื่องจริงทีเดียว ส่วนดิฉันก็เดือดร้อนต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ แขกที่สวมถุง ดิฉันก็ให้ที่อยู่ใหม่ และให้หาแขกหรือเพื่อนมาเพิ่มทำให้รายได้อยู่ในระดับเดิม

             แต่ในระยะหลังๆคุณภาพชีวิตของดิฉันดีขึ้นสุขภาพดีจนเกือบปกติ รับแขกได้มากและแขกก็สวมถุงยางทุกคนทุกครั้งยกเว้น แขกใหม่ ที่เพื่อนแขกแนะนำมาซึ่งใช้บริการดิฉันมาเกือบครึ่งปีแล้ว นัดดิฉันไปเที่ยวตากอากาศชายทะเลที่ระยองบอกว่าจะ มีเพื่อนอีก 3 คนไปด้วย ให้ราคา ดีดิฉันจึงไปกับเขา เขาจะให้ดิฉัน ดื่มเหล้าดิฉันก็ไม่ดื่ม เพราะไม่ถูกกับโรคเวลาทานยา ต้องเข้าห้องน้ำแอบทาน เขาเมามายและหื่นมากๆ ร่วมกับดิฉันนัวเนีย ไปหมดพร้อมกัน โดยชาย 4 คนทำเหมือนหนังเอ็กซ์ฝรั่งที่สำคัญบังคับดิฉันโดยไม่สวมถุง ดิฉันจะบอกว่าเป็นอะไรกลัว เขาไม่เชื่อและหากเชื่อก็ต้องทำร้ายดิฉัน เขานอนพร้อม ๆ กับดิฉันตลอด 3 วัน ทำให้เขาทุกอย่าง จนระบมไปหมด ได้ค่าเหนื่อยมาสองหมื่นบาทดิฉันน่ะคุ้มมาก แต่พวกเขาจะคุ้มหรือไม่ฉันรู้ดี และคิดว่าทุกคนต้องติดโรคจากดิฉันแน่นอนอย่างน้อยที่ดิฉันจำได้แต่ละคนร่วมเพศกับดิฉันไม่ต่ำกว่าคนละ 6 ครั้ง จะไม่มีครั้งใดไม่ติดโรคเชียวหรือ

              ตอนนี้ต้องย้ายที่อยู่อีกแล้ว จึงอยากขอเตือนนักเที่ยวท้งหลายเมื่อเที่ยวผู้หญิง ๆ ห้ามอะไรต้องเชื่อเพราะว่าเขารู้ตัวเองดี  จงตระหนักว่า ผู้หญิงทุก ๆคน ที่คุณไปใช้บริการนั่นกาหัวไว้ก่อนเลยว่า เขาเป็นเอดส์ ไม่ใช่เพราะเขาไม่ป้องกันตัว เป็นเพราะผู้ชายบังคับเขา ดังนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่เขาได้แก้แค้นผู้ชายโดยไม่ตั้งใจติดโรคไปสู่ เมียที่บ้านมีลูกพลอยติดโรคไปด้วย ชีวิตที่เคยเป็นจะเป็นนรก เช่นดิฉันได้รับ....



ที่มา:FW Mail